ปัญหารถกินน้ำมันผิดปกติเป็นเรื่องที่สร้างความปวดหัวให้กับเจ้าของรถหลายคน โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ การที่รถกินน้ำมันมากกว่าปกติย่อมส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะ EZY FIT ศูนย์บริการดูแลรถยนต์ถึงบ้าน จะพาไปดูสาเหตุที่ทำให้รถกินน้ำมันมากผิดปกติ พร้อมวิธีแก้ไขปัญหาเอง
สาเหตุที่รถกินน้ำมันผิดปกติ อาจเกิดจากการเสื่อมสภาพของตัวรถ หรือเกิดจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่เอง ทั้งนี้เราได้รวบรวมสาเหตุหลัก ๆ มาให้คุณทั้งหมด 8 ข้อ จะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย
หากลมยางรถของคุณมีแรงดันยางต่ำกว่าปกติจะทำให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนมากเกินไป เกิดแรงเสียดทานระหว่างล้อกับพื้นถนนมากขึ้น เครื่องยนต์จึงต้องใช้แรงมากขึ้นในการขับเคลื่อน ส่งผลให้รถกินน้ำมันผิดปกติ นอกจากนี้ยางที่อ่อนเกินไปยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ยางระเบิด และทำให้ดอกยางสึกหรอเร็วขึ้นอีกด้วย
วิธีแก้ไข : หมั่นตรวจสอบลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง และเติมลมยางให้ได้ค่ามาตรฐานตามคู่มือรถ หรือดูที่สติ๊กเกอร์บริเวณข้างประตูฝั่งคนขับ
น้ำมันเครื่องรถยนต์และไส้กรองมีอายุขัยในการใช้งาน หากไม่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายตามกำหนด น้ำมันเครื่องจะมีความหนืดสูงและเต็มไปด้วยคราบเขม่า ทำให้การหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ลดลง เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเอาชนะแรงเสียดทาน ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น ส่วนไส้กรองที่อุดตันก็จะทำให้น้ำมันเครื่องไหลเวียนไม่สะดวก ประสิทธิภาพเครื่องยนต์จึงตกลง
วิธีแก้ไข : ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด หรือทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร สำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ เพื่อรักษาความลื่นไหลในระบบเครื่องยนต์
ไส้กรองอากาศทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองก่อนอากาศจะเข้าสู่ห้องเผาไหม้ หากไส้กรองสกปรกหรืออุดตัน อากาศจะไหลผ่านได้น้อยลง ทำให้อัตราส่วนผสมระหว่างอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิงผิดเพี้ยนไป การเผาไหม้จึงไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ รถกินน้ำมันผิดปกติ เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น และอาจมีควันดำร่วมด้วย
วิธีแก้ไข : ให้ถอดไส้กรองอากาศมาเป่าทำความสะอาดทุกเดือน หรือเปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร เพื่อให้อากาศไหลเข้าเครื่องยนต์ได้สะดวก
หัวเทียนเป็นหัวใจสำคัญในการจุดระเบิดเครื่องยนต์ หากหัวเทียนเก่า สึกหรอ หรือเขี้ยวห่าง จะทำให้ประกายไฟไม่สม่ำเสมอ การจุดระเบิดทำได้ไม่เต็มที่ เครื่องยนต์อาจมีอาการสะดุด เดินไม่เรียบ และต้องจ่ายน้ำมันหนาขึ้นเพื่อชดเชยกำลังที่หายไป กลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รถกินน้ำมัน
วิธีแก้ไข : เช็กสภาพหัวเทียนเป็นประจำ และเปลี่ยนชุดใหม่ตามระยะที่คู่มือระบุ (โดยทั่วไปประมาณ 40,000 - 100,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับชนิดของหัวเทียน)
เมื่อใช้งานไปนาน ๆ คราบเขม่าและสิ่งสกปรกอาจเข้าไปอุดตันที่รูหัวฉีด ทำให้การฉีดน้ำมันไม่เป็นฝอยละอองละเอียด (Pattern ผิดเพี้ยน) หรือฉีดออกมาเป็นหยดๆ การเผาไหม้จึงไม่หมดจด ทำให้กล่อง ECU สั่งจ่ายน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อให้รถวิ่งได้ตามปกติ จึงเป็นที่มาของอาการรถกินน้ำมันผิดปกตินั่นเอง
วิธีแก้ไข : เติมน้ำยาล้างหัวฉีดผสมในถังน้ำมันเชื้อเพลิงบ้าง หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อล้างทำความสะอาดหัวฉีดหากมีอาการเครื่องสะดุดร่วมด้วย
เซนเซอร์ออกซิเจนทำหน้าที่วัดค่าออกซิเจนในไอเสียเพื่อส่งข้อมูลให้กล่อง ECU ปรับการจ่ายน้ำมัน หากเซนเซอร์ตัวนี้เสื่อมสภาพหรืออ่านค่าเพี้ยน อาจทำให้กล่อง ECU เข้าใจผิดว่าส่วนผสมบางไป จึงสั่งจ่ายน้ำมันหนาขึ้นเกินความจำเป็น ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ
วิธีแก้ไข : สังเกตไฟเตือนรูปเครื่องยนต์ที่หน้าปัด หากไฟโชว์ควรนำรถเข้าตรวจเช็กด้วยเครื่องสแกน OBD เพื่อดูค่าการทำงานของเซนเซอร์ และเปลี่ยนใหม่เมื่อชำรุด
หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ แต่หากศูนย์ล้อไม่ตรง ล้อรถจะเกิดแรงต้านขณะเคลื่อนที่ (เหมือนเราเดินลากขา) ทำให้รถวิ่งไม่ตรงทาง ล้อเกิดแรงเสียดทานสูง เครื่องยนต์ต้องใช้กำลังฉุดลากตัวรถมากขึ้น นอกจากจะทำให้กินน้ำมันแล้ว ยังทำให้ยางสึกหรอผิดปกติ หรือ “ยางกินข้าง” อีกด้วย
วิธีแก้ไข : นำรถเข้าเช็กศูนย์ถ่วงล้อเมื่อครบระยะ หรือเมื่อรู้สึกว่าพวงมาลัยดึงซ้าย-ขวา เพื่อลดแรงต้านทานการหมุนของล้อ
ปัจจัยสุดท้ายคือตัวผู้ขับขี่เอง การขับรถกระชาก ออกตัวแรง เบรกกะทันหัน หรือขับลากเกียร์ ขับรถเร็วสูงตลอดเวลา รวมถึงการบรรทุกของหนักเกินความจำเป็น ล้วนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้รถกินน้ำมันผิดปกติได้มากที่สุด
วิธีแก้ไข : ปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้นุ่มนวล รักษาความเร็วให้คงที่ (ประมาณ 90-110 กม./ชม.) ไม่บรรทุกของหนักโดยไม่จำเป็น และวางแผนเส้นทางเพื่อเลี่ยงรถติด
เพื่อให้คุณสามารถแก้ไขปัญหารถกินน้ำมันผิดปกติได้อย่างเหมาะสม เราได้สรุป 7 สิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยให้รถยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดการกินน้ำมันมาให้แล้ว ดังนี้
จากที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าเมื่อเครื่องยนต์มีปัญหา นอกจากจะส่งผลให้สมรรถนะของรถยนต์ลดลงแล้ว ยังส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองอีกด้วย แล้วอัตราสิ้นเปลืองคืออะไร?
อัตราสิ้นเปลือง หรือ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง คือมาตรวัดที่จะบอกว่ารถแต่ละคันมีการกินน้ำมันไปเท่าไร เปลืองน้ำมันหรือไม่ สามารถคำนวณโดยใช้สูตร ระยะทาง(กิโลเมตร) หารด้วยระดับน้ำมันที่ลดลง(ลิตร) เช่น สมมติว่าคุณขับรถไปได้ระยะทาง 100 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไปทั้งหมด 10 ลิตร ก็จะเป็น 100/10 ฉะนั้นอัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ 10 กิโลเมตรต่อลิตร
เมื่อรู้วิธีคำนวณอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันไปแล้ว คุณก็จะสามารถเทียบการกินน้ำมันของรถตอนที่คุณซื้อรถมาใหม่ ๆ กับรถที่ใช้ไปสักพักได้ หากรถกินน้ำมันผิดปกติไปจากเดิม ให้ตรวจสอบทันที
การที่รถกินน้ำมันผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งลมยางอ่อน น้ำมันเครื่องเสื่อม ไส้กรองอากาศอุดตัน ระบบจุดระเบิดและหัวฉีดมีปัญหา ศูนย์ล้อไม่ตรง ไปจนถึงพฤติกรรมการขับขี่ ผู้ขับขี่จึงควรหมั่นเช็กสภาพรถอยู่สม่ำเสมอ หากเกิดความผิดปกติ ควรนำเข้าอู่หรือศูนย์บริการโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลายและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า
ที่ EZY FIT เรามีบริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ถึงบ้านคุณแบบ Mobile Onsite-Service พร้อมบริการดูแลรถยนต์อื่น ๆ ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น เปลี่ยนยางรถยนต์นอกสถานที่, ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ, เปลี่ยนโช้คอัพรถยนต์, เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์นอกสถานที่ และ ล้างแอร์รถยนต์ ช่วยให้คุณดูแลทุกปัญหารถยนต์ครบจบในที่เดียว โดยเราให้บริการในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ดูแลโดยช่างซ่อมรถยนต์ชำนาญการ มั่นใจด้วยประสิทธิภาพการบริการและเครื่องมือที่ทันสมัยระดับสากล วางใจ EZY FIT สอบถามโทร. 090-956-5566 ได้เลย เจ้าหน้าที่ของเราพร้อมให้คำแนะนำอย่างดีที่สุด!
มีส่วน เพราะอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ หรือเครื่องเสียงชุดใหญ่ ทำให้น้ำหนักโดยรวมของรถเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์ต้องแบกรับภาระมากขึ้น ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันสูงขึ้นตามไปด้วย
จริง เพราะคอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานโดยอาศัยกำลังจากเครื่องยนต์ หากตั้งอุณหภูมิต่ำเกินไป (เย็นจัด) คอมเพรสเซอร์จะทำงานหนักและตัดการทำงานช้าลง ดึงกำลังเครื่องยนต์มากขึ้น ทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้น
ไม่เสมอไป หากรถเก่าได้รับการดูแลรักษาอย่างดี เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ เช็กสภาพเครื่องยนต์และระบบหัวฉีดสมบูรณ์ ก็สามารถทำอัตราประหยัดน้ำมันได้ใกล้เคียงกับตอนรถใหม่ แต่โดยธรรมชาติชิ้นส่วนที่สึกหรออาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้างเล็กน้อย
เกี่ยวข้องโดยตรง ไฟรูปเครื่องยนต์ (Check Engine) มักแจ้งเตือนความผิดปกติของระบบเซนเซอร์ต่างๆ เช่น O2 Sensor หรือระบบจุดระเบิด ซึ่งหากระบบเหล่านี้ทำงานผิดพลาด กล่อง ECU มักจะสั่งจ่ายน้ำมันหนา (Safe Mode) ไว้ก่อนเพื่อป้องกันเครื่องพัง ทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกตินั่นเอง


